เรื่องราวของ อาร์เซน่อล ในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา คือเรื่องของการฟื้นตัวและการกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง การกลับมามีความแข็งแกร่งและท้าทายความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากหลายปีที่ต้องหลงทางอยู่ในความยากลำบากของการแข่งขัน
เช่นเดียวกับในสนาม เรื่องราวนี้เกิดขึ้นนอกสนามด้วยเช่นกัน
ช่วงเวลาที่อาร์เซนอลห่างไกลจากจุดสูงสุดนั้น ก็สอดคล้องกับการถดถอยในด้านธุรกิจของสโมสรด้วยเช่นกัน ในตลาดซื้อขายนักเตะ คู่แข่งมักใช้เงินมากกว่าพวกเขาอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ในด้านรายได้รวม อาร์เซนอลมีรายได้ลดลงจนอยู่เพียงอันดับ 6 ในอังกฤษติดต่อกันห้าฤดูกาลในช่วงต้นทศวรรษ และหลุดจาก 10 อันดับแรกของโลกระหว่างฤดูกาล 2018-19 ถึง 2020-21
รายได้ไม่ได้หมายความว่าร่ำรวยเสมอไป แต่ก็ช่วยได้มาก อำนาจในการใช้จ่ายของอาร์เซน่อลถูกจำกัดมาหลายปีจากค่าใช้จ่ายในการสร้างสนามเอมิเรสต์ สเตเดี้ยม และเมื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่คุมทีมมาอย่างยาวนานอำลาทีมไป พร้อมกับการไม่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ความหวังที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเจ้าของทีม
การสนับสนุนจากเจ้าของทีม Kroenke Sports & Entertainment (KSE) หลั่งไหลมาต่อเนื่อง หลังจากที่เข้าควบคุมกิจการของสโมสรแบบเต็มรูปแบบในปี 2018 พวกเขาอัดฉีดเงินรวม 335.5 ล้านปอนด์ และอีก 13.5 ล้านปอนด์ ในฤดูกาลที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวถือว่าลดลงอย่างชัดเจนจาก 108 ล้านปอนด์ที่ถูกอัดฉีดในสองฤดูกาลก่อนหน้า ความจำเป็นของอาร์เซนอลในฤดูกาล 2024-25 ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายได้ที่พุ่งสูงอย่างมาก ด้วยรายได้รวม 691 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของสโมสร เพิ่มขึ้น 12% ภายในหนึ่งปี และเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับสามปีก่อน
ตัวเลขนี้ทำให้อาร์เซนอลอยู่อันดับสามด้านรายได้ในอังกฤษ และอันดับเจ็ดของโลก ซึ่งพวกเขาอาจจะขึ้นไปสูงกว่านี้ หากไม่ใช่เพราะบางสโมสรได้รับประโยชน์จากการแข่งขัน FIFA Club World Cup เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การเติบโตของรายได้อย่างรวดเร็ว....
หากมองผลงานในสนาม อาร์เซน่อล อาจดูเป็นทีมที่ดีที่สุดในรอบสองทศวรรษ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็สอดคล้องกับผลงาน ภายในการทำทีมของ มิเกล อาร์เตต้า แต่หากมองที่ตัวเลขผลกำไรขาดทุน อาจเห็นภาพตรงกันข้าม
ระหว่างปี 2005 - 2018 อาร์เซน่อลมีผลกำไรทุกปี แต่ผลงานในสนามกลับไม่สามารถเข้าไปแข่งขันในการแย่งแชมป์รายการสำคัญๆ ได้เลย แม้จะคว้าแชมป์เอฟเอ คัพไป 4 ครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เมื่อพูดถึงการลุ้นแชมป์ลีก อาร์เซน่อลอยู่ห่างไกลกับคำว่า "ลุ้นแชมป์" เสมอ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจังหวะเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย ในช่วงเดียวกับที่พวกเขาสร้างสนามแห่งใหม่ เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม พวกเขาถูกจำกัดการลงทุน ขณะเดียวกันการมาถึงของ โรมัน อบราโมวิช ที่มาเทกโอเวอร์สโมสรเชลชี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้ทุนมหาศาลจากตะวันออกกลาง จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อาร์เซน่อล จะสูญเสียผู้เล่นคนสำคัญไปให้กับสโมสรดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การดูแค่ตัวเลขการเงินเพียงอย่างเดียวถือเป็นเรื่องที่ผิดพลาด ฤดูกาลที่แล้วอาร์เซนอลขาดทุนเพียง 1.3 ล้านปอนด์ ซึ่งเกือบจะคุ้มทุนอยู่แล้ว และหากไม่มีค่าเสื่อมมูลค่านักเตะ 15.2 ล้านปอนด์ พวกเขาจะพลิกกลับมากำไร 13.9 ล้านปอนด์ การเงินของสโมสรดีขึ้นหลังจากที่ขาดทุนเกิน 45 ล้านปอนด์ต่อปีติดต่อกันสี่ปีระหว่าง 2019 ถึง 2023
แรงผลักดันสำคัญคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของรายได้ อาร์เซน่อล มีรายได้เป็นรองเพียง ลิเวอร์พูล กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ช่องว่างระหว่างสองทีมเหลือเพียง 11 ล้าน และ 3 ล้านปอนด์ ตามลำดับ ขณะที่เทียบกับเมื่อสามฤดูกาลก่อน มีช่องว่างมากกว่า 200 ล้านปอนด์เลยทีเดียว
ผลงานในสนามช่วยได้มาก อาร์เซนอลได้รับเงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดถึง 272.8 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติของสโมสร และเป็นรายได้จากการถ่ายทอดสดสูงเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ
ขณะเดียวกัน รายได้เชิงพาณิชย์ของอาร์เซนอลก็เติบโตอย่างมากภายใต้การบริหารของ KSE โดยเพิ่มขึ้นถึง 146% ตั้งแต่ปี 2017-18 ทำให้สโมสรติด 10 อันดับแรกของโลกในด้านรายได้เชิงพาณิชย์
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือสัญญาชุดแข่งกับ อาดิดาส ซึ่งเริ่มต้นในฤดูกาล 2019-20 และขยายสัญญาในปี 2022 รายได้จากชุดแข่งและสินค้าของสโมสรเพิ่มจาก 55 ล้านปอนด์ในปี 2021-22 เป็น 127 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2024-25 ซึ่งเป็นอันดับห้าในยุโรป
สปอนเซอร์รายใหญ่ยังรวมถึง Emirates ที่เป็นสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อปีละ 60 ล้านปอนด์, Sobha Realty สำหรับสิทธิ์ชื่อศูนย์ฝึกซ้อม 15 ล้านปอนด์ และ Visit Rwanda บนแขนเสื้อ 10 ล้านปอนด์
รายได้จากวันแข่งขันก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยฤดูกาลล่าสุดสูงถึง 153.9 ล้านปอนด์ เป็นรองเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในอังกฤษ รายได้จากสนามต่อเกมเหย้าของอาร์เซนอลอยู่ที่ 5.1 ล้านปอนด์ต่อเกม สูงเป็นอันดับสามของยุโรป เป็นรองเพียงแค่ เรอัล มาดริด กับปารีส แซงต์แชร์กแม็งเท่านั้น
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น....
ในด้านค่าเหนื่อย ฤดูกาลล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 346.8 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้น 19 ล้านปอนด์ โดยก่อนหน้านี้การเซ็นสัญญา เดแคลน ไรซ์, ไค ฮาแวร์ตซ์ และเยอร์เรียน ทิมเบอร์ รวมถึงสัญญาใหม่ของ บูคาโญ ซาก้า, วิลเลี่ยม ซาลิบา และมาร์ติน โอเดการ์ด ทำให้ค่าเหนื่อยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามค่าเหนื่อยของอาร์เซน่อล ยังต่ำกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เยอะมาก โดยในฤดูกาลที่แมนซิตี้คว้าสามแชมป์ พวกเขามีค่าเหนื่อยมากกว่าอาร์เซน่อล 247 ล้านปอนด์ ในด้านตลาดนักเตะ ตั้งแต่ KSE เข้าควบคุมกิจการแบบเต็มรูปแบบ อาร์เซน่อลใช้เงินซื้อนักเตะ 1.1 พันล้านปอนด์
ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2025 ทีมของอาร์เตต้ามีต้นทุนการสร้างทีมรวม 926.1 ล้านปอนด์ สูงเป็นอันดับสี่ของโลก รองจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี แต่ในปี 2025 อาร์เซนอลใช้เงินสุทธิถึง 268 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นการใช้เงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำให้มูลค่าทีมทะลุ 1 พันล้านปอนด์
หนี้ต่อ KSE อยู่ที่ 340.1 ล้านปอนด์ ณ พฤษภาคม 2025 ซึ่งรวมเงินสนับสนุน 330.1 ล้านปอนด์ และดอกเบี้ยค้างจ่าย 10 ล้านปอนด์ แม้อาร์เซนอลจะขาดทุนทางบัญชี แต่พวกเขายังอยู่ในกรอบกฎการเงินของพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า
อย่างไรก็ตามมีหนึ่งในตัวเลขที่น่ากังวล และมีความน่าสงสัย นั่นคือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตอนนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 29% ของรายได้ หากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อไป อาร์เซนอ่ลอาจต้องขายนักเตะออกไป หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาเงินจากเจ้าของทีม
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สรุป...
กลยุทธ์ "WIN NOW ต้องชนะตอนนี้" ของสโมสรในฤดูกาลนี้ก็มีต้นทุนที่สูงมาก แต่หากพวกเขาสามารถคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ในฤดูกาลนี้ได้ ความเสี่ยงเหล่านั้นอาจดูไม่มีความหมาย และการลงทุนจะถือว่าคุ้มค่า ซึ่งเวลานี้อาร์เซน่อล ยังอยู่ในเส้นทางการคว้าแชมป์ทั้ง 4 รายการ พร้อมทั้งนำเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เขาสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วด้วย
ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ KSE (Kroenke Sports and Entertainment) อาร์เซน่อลได้กลายเป็นหนึ่งที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการลงทุนเพื่อมาถึงจุดนี้ แต่ในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันคือสิ่งที่ต้องทำ
หลายปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อลต้องไล่ตามคู่แข่งทั้งในและนอกสนาม แต่ตอนนี้ ความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
Post By: admin